ด้วยเหตุว่าต้องทำหน้าที่ตัวแทนกลุ่มทำบันทึกการเดินทางที่ไปฝึกอบรมเกี่ยวกับเรื่องงานที่อเมริกาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ก็เลยว่าไหนๆ ก็ต้องบันทึกแบบมีสาระแล้ว เพิ่มบันทึกแบบตามความอยากของตัวเองอีกสักนิดจะเป็นไรไป
เพื่อนๆ และน้องๆ รอบๆ ตัวหนีไปเล่น FB กันหมดแล้ว แต่อิป้ายังไม่ได้ไปกับชาวบ้านเขา ก็เลยต้องมาอาศัยไดอารีเล่มเก่าก่อนเก็บรักษาอักษรที่อยากร้อยเรียง เอ้า เข้าเรื่องดีกว่า...
ก่อนไป....
นับจากกำหนดวันเดินทางอะไรกันเรียบร้อยกับทีมงานซึ่งจะไปพร้อมกันสี่ชีวิต แม่ก็รีบบอกยายไว้แต่เนิ่นๆ เลยว่า ปีนี้ราวปลายเดือน มิ.ย. ต้องเดินทางไปอเมริกาประมาณหนึ่งอาทิตย์ ขอฝากเอินน้อยไว้ในอ้อมกอดยายด้วยนะ เพราะลำพังพ่อกับน้าน้อยคงไม่มีเวลาพอที่จะดูแลเธอเรื่องไปโรงเรียนได้เป็นแน่แท้
เรื่องฝากยายไม่มีปัญหาเพราะเอินก็คุ้นกับบ้านยายมากอยู่แล้ว ก็อยู่กับยายมาตั้งแต่อายุแปดเดือนโน่นแน่ะเนาะ แต่ที่ติดปัญหาคือ ทีแรกเจ้าตัวน้อยประกาศชัดเจนเลยว่าไม่ให้แม่ไปอเมริกา มีขู่ด้วยว่าถ้าแม่ไม่เชื่อและยังขืนไปอีก “น้องเอินจะจัดการแม่” แต่ถามยังไงก็ตอบไม่ได้ว่าจะจัดการแม่ยังไง
จนเหลือเวลาอีกเดือนกว่าๆ ที่แม่จะต้องเดินทาง เอินน้อยที่ได้รับอิทธิพลจากการได้ยินได้ฟังพวกเพื่อนๆ ข้างบ้านเราและที่บ้านยายคุยกันทำนองว่า “แม่น้องเอินนี่เก่งนะ ได้เดินทางไปทำงานที่ ตปท ด้วย” เจ้าตัวน้อยก็เลยเปลี่ยนท่าทีและคำพูดเป็นว่า “น้องเอินให้แม่ไปอเมริกาก็ได้ แล้วน้องเอินจะไปนอนบ้านยาย”
สรุปแม่เลยหมดห่วงหมดปัญหาเรื่องลูกน้อยกลอยใจ และไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เลยทำการเพิ่มโปรแกรมการท่องเที่ยวเข้าไปในทริปด้วย โดยเราตั้งใจบินด้วยสายการบิน Korean air เพื่อที่ว่าขากลับจะได้มาแวะเที่ยวที่เกาหลีสักสองสามวัน อันที่จริงญี่ปุ่นก็น่าแวะเหมือนกัน แต่ดูจากค่าครองชีพแล้ว แวะเกาหลีน่าจะเหมาะสมกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเองมากกว่า และอีกหนึ่งเหตุผลคือ แม่ยังไม่เคยไปเกาหลีเลย...
เตรียมตัว...
เรื่องการเตรียมเอกสารต่างๆ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะมันเป็นการไปทำงาน เลยใช้พาสปอร์ตสีน้ำเงินของข้าราชการ แม่ต้องไปทำพาสปอร์ตใหม่อีกรอบ เพราะเมื่อคราวที่แล้วไปไต้หวันกับมาเลเซียใช้พาสปอร์ตประชาชน ส่วนพาสปอร์ตข้าราชการก็มีแต่ฉบับที่เป็นนามสกุลเดิมสมัยยังละอ่อนโน่นแน่ะ
ส่วนการขอวีซ่าก็ไม่ยาก เพราะไม่ได้ทำเอง คือเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ส่งแม่และทีมงานไปเทรนเป็นคนดำเนินการสมัครทางเน็ต ขอเลข pin จากไปรษณีย์ เหลือแค่วันไปสัมภาษณ์เท่านั้นที่ต้องไปเอง อ้อ มีลุ้นกันนิดหน่อย เพราะช่วงที่กำลังจะต้องไปทำวีซ่า เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สถานฑูตปิดพอดี แหมนึกว่าจะอดเสียแล้ว ดีนะที่ปิดไม่นานมาก ก็เปิดมาให้ได้มีโอกาสไปทำ
จากเอกสารที่ทางสถานทูตส่งมาทางเมลนั้น แม่ได้คิวสัมภาษณ์รอบ 7.40 น. ก็เลยต้องไปให้ถึงหน้าสถานทูตก่อนเจ็ดโมง และก็โชคดีที่ได้คิวพร้อมกันกับน้องอีกคนในทีมทำให้อุ่นใจขึ้นมาหน่อย
ขั้นตอนการเข้าไปสัมภาษณ์ก็มีคนมาโพสต์ไว้ซะละเอียดในห้อง Blue ของพันติ๊ป ในวันก่อนที่แม่จะต้องไปสัมภาษณ์ก็เลยทำให้ได้ข้อมูลที่อัพเดทสุดๆ ไปเลย
อยากบันทึกไว้อย่างเดียวว่าทำไมสถานฑูต US ไม่มีที่ให้นั่งรอเลย แต่ละขั้นตอนที่ต้องต่อคิวก็แสนจะยาวนาน แล้วต้องค่อยๆ ยืนและเดินแบบกระดื๊บๆ ไปด้วยนะ
จริงๆ น่าจะมีหมายเลขให้แล้วก็นั่งรอเรียกเหมือนธนาคาร ซึ่งข้างในตรงที่สัมภาษณ์น่ะมี แต่ข้างนอกที่ต้องจ่ายเงินที่ไปรษณีย์ และที่รอตรวจเอกสารนั้นไม่มี แถมวันที่ไปมีการเปลี่ยนกฎใหม่นิดหน่อย คือต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกคนละร้อยกว่าบาท ก็เลยทำให้ต้องยืนเข้าคิวรอจ่ายเงินก่อนเป็นอันดับแรก แล้วก็ต่อด้วยการเข้าคิวตรวจเอกสารอีกสองรอบ ยืนจนปวดขาไปหมด
ตอนที่ จนท ทำการตรวจเอกสารและให้พิมพ์ลายมือ เขาก็ถามแม่ว่า จะไปทำไมที่ US แม่บอกไปอบรมเรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ พี่แกเลยถามต่อว่าจะเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอะไร ไทยหรืออังกฤษ ไอ้เราก็แหมดีจังเว้ยมีสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยด้วย เลยบอกเจ๊แกไปว่า “ขอเป็นภาษาไทยก็แล้วกันค่ะ” เจ๊ได้ยินปุ๊บ พูดใส่ไมค์กลับมาทันทีว่า “ได้ค่ะ แต่ขอบอกก่อนว่า ไปเทรนนิ่งนี่ แม้คุณจะเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยแต่บางทีเขาก็อาจสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษนะคะ ให้เตรียมตัวไว้ด้วย” แหม แล้วเจ๊มาถามให้เลือกทำไมให้เสียเวลาล่ะ
แต่นั่นแหละ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรน่ากลัว การสัมภาษณ์ผ่านฉลุย ก็นะ จะไปเทรนก็ต้องเทรนเป็นภาษาอังกฤษ แล้วกะอีแค่ด่านแรกถูกสัมภาษณ์ไม่ผ่านก็อย่าได้ไปมันเลยดีกว่า คนสัมภาษณ์เป็นฝรั่ง แต่พูดภาษาไทยได้ดีทีเดียว เขาก็ถามสลับไปมาระหว่างไทยกับอังกฤษ สัมภาษณ์ไม่น่าเกิน 5 นาที ยืนรอเขาเช็คเอกสารอีก 2-3 นาที ก็เป็นอันว่าเรียบร้อย
สามวันต่อมา วีซ่าผ่านเข้า US ที่ให้โอกาสนานถึงสิบปี (ถึงจะได้วีซ่าแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ไปอีกหรอกน่า 55) ก็ส่งกลับมาที่ทำงาน เป็นอันว่าเรื่องการเตรียมเอกสารเรียบร้อย....
.....เป้าหมายการไปอเมริกาสำหรับตัวเองในครั้งนี้นอกเหนือจากงานแล้ว ก็คือขอไปร้าน quilt หรือ ร้าน craft ที่ไหนสักแห่งเถอะ อยากได้ผ้าของ moda มาประดับชั้นวางผ้า และอยากได้กาว mod poge มาเก็บไว้เผื่อหาเวลาได้จะได้ทำเดคูพาจ ไว้มาติดตามกันว่า mission possible หรือไม่....
edit...
จัดหน้าไม่ได้อย่างแรง ตัวหนังสือก็เลยเป็นเยี่ยงนี้แล นับวันป้าจะยิ่งโลว์เทคไปเรื่อยๆ นะเนี่ย...เฮ้อ